วิถี..ที่ปากพนัง



เราเคยได้ยินบทเพลงเกี่ยวกับลุ่มน้ำปากพนัง มานานแล้ว วันนี้ได้มีโอกาสมาเยือน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช สุดแสนจะดีใจ... แม้นว่าฟ้าฝนจะไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าใดนัก แต่ก็ยังอุตส่าห์มีภาพและเรื่องมาฝากเพื่อนๆ จนได้...



อำเภอปากพนัง มีแม่น้ำปากพนัง คั่นกลางระหว่างเมือง ทำให้เกิดเป็นเมืองปากพนังฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตก ผู้คนสัญจรไปมาโดยใช้เรือเป็นพาหนะ แต่หากไม่โดยสารโดยเรือ ก็ต้องขับรถอ้อมขึ้นสะพานเพื่อไปยังอีกฝั่งได้เช่นกัน



การได้มาเยือนเมืองนี้ ทำให้เราได้รู้ว่าเมืองปากพนังในอดีต เคยเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองมากที่สุดเมืองหนึ่ง อันเนื่องมาจากมีสภาพภูมิประเทศ เป็นแหลมยื่นลงสู่อ่าวไทย และมีแม่น้ำปากพนัง เป็นตัวเชื่อมให้เรือที่มาทำการค้า โดยเฉพาะเรือสำเภาจีน สามารถกระจายสินค้า ไปยังหัวเมืองต่างๆได้ ทั้งนี้เพราะแม่น้ำปากพนัง ไหลผ่านเพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช จ.พัทลุง และ จ.สงขลา นั่นเอง


ในปัจจุบัน เมืองปากพนัง กลับเป็นเมืองเล็กๆ ที่ผู้คนมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย เงียบ สงบ มีเพียงร่องรอยของอาคารบ้านเรือน ที่ยังหลงเหลือให้เห็นว่า ในอดีตนั้นได้รับอิทธิพลมาจากต่างชาติ ...ในวันนี้ เด็กน้อยนั่งรอพ่อแม่ ที่นำปลามาขายตรงท่าเรือ..แต่ลำพัง



ตรงบริเวณท่าเรือโดยสารข้ามฟาก จะเป็นตลาดสด ไฮไลท์ก็คือ พวกปลาสดๆ จากทะเล จากลุ่มน้ำปากพนัง คนที่นี่ได้กินปลาสดๆ กันทุกวัน


แบบที่แล่เนื้อไว้พร้อม ก็มีให้เลือกหา ทั้งปลาทะเล และปลาน้ำจืด




ต้องบอกว่าของสดจากทะเลจริงๆ ราคาก็ไม่แพงด้วย


เพิ่งจะเห็น อัตราค่าโดยสาร คนละ 1 บาทเท่านั้นเอง ถูกจังเลย


ท่าเรือแห่งนี้ ผู้คนใช้บริการตลอดเวลา เรือโดยสารวิ่งเป็นระยะๆ ไม่ขาดสาย


ถั่ว, มันขึ้หนู , แห้วพื้นบ้าน เรียกว่า ของกินแบบบ้านๆ หน้าตา หน้ากิน ก็มีมาขายกันด้วย


มาถึงปากพนัง อย่าลืมซื้อขนมลา กลับไปเป็นของฝากด้วยนะจ๊ะ ที่นี่เป็นแหล่งผลิตขนมลาที่อร่อยที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่พอเราเดินทะลุจากท่าเรือเข้ามายังฝั่งในเมือง ตลอดเส้นทางเดินจะเต็มไปด้วยขนมลา
ว่าแล้วก็ซื้อกลับไปกินดีกว่า ( ขอยืนยันว่า หลังจากกลับมากินที่บ้านแล้ว อร่อยจริงๆ )


จากท่าเรือเราเดินลัดเลาะ มาตามถนนชายน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งใจกลางเมือง มีอาคารบ้านเรือนหลายหลัง ที่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ อันเนืองมาจากการติดต่อค้าขาย เมื่อครั้งสมัยเมืองปากพนังเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองในยุคนั้น


สี่แยกไฟแดงใจกลางเมือง แทบจะไม่มีรถให้เห็นกันเลย ช่างสงบจริงๆ วันที่เราไปเป็นวันอาทิตย์ ร้านค้า บ้านเรือนส่วนใหญ่ปิดทำการ ก็เลยเห็นแต่บ้านประตูปิดอย่างที่เห็นในรูปนั่นแหละ


ที่นี่เราเข้าใจว่า ผู้คนส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เพราะร้านรวงมีแต่ชื่อแนวจีนทั้งนั้น ช่วงที่ทำมาค้าขายกันในยุคปากพนังเป็นเมืองท่า คงมีคนจีนหอบเสื่อผืน หมอนใบ มาตั้งรกรากที่นี่ กันหลากหลายแน่นอน


เก่าแต่ยังเก๋า ทรงคุณค่า ทำให้เราได้รำลึกนึกย้อนยุค ไปในช่วงอดีตของเมืองปากพนัง



บ้านเรือนของผู้คนที่นี่ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบบ้านไม้สมัยก่อน มีให้เราได้เห็นตลอดทาง



ร้านค้าส่วนใหญ่ ก็ยังเป็นบ้านไม้ นี่คือใจกลางเมือง ยังเป็นบ้านแบบนี้ ชอบจังเลย


เราเดินตามทางถนน ที่เป็นใจกลางเมือง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบ้านไม้ แล้วเราก็ไปสะดุดตากับ ตึกใหญ่ด้านหน้า ที่คาดการว่าน่าจะเป็นโรงแรมที่พักนะ แต่มองไปข้างบน ทำไมไม่มีหน้าต่าง และยิ่งมองต่อไปข้างหน้า ทำไมมีแต่ตึกสูงใหญ่มากมาย แต่ไม่มีหน้าต่าง....



คำตอบก็คือ ตึกใหญ่ทั้งหลายนี้ เป็นบ้านของเจ้านกนางแอ่นนั่นเอง สอบถามเจ้าของพื้นที่ ได้ความว่า แรกเริ่มเดิมที มีคนสร้างบ้านเป็นตึกใหญ่ เป็นโรงแรมบ้าง เป็นบ้านบ้าง แต่ปรากฏว่าเจ้านกนางแอ่น กลับเข้ามาทำรัง จนพักอาศัยไม่ได้ และเนื่องจากรังนกนางแอ่นมีราคาสูงมาก การยอมให้นกมาทำรังจึงเป็นการคุ้มค่ามากกว่า รอแขกมาเข้าพักเสียอีก



ตอนนี้ส่วนหนึ่งของเมืองปากพนัง ก็เลยกลายเป็นคอนโดสำหรับนกนางแอ่น ก่อเกิดเป็นธุรกิจซื้อขายรังนก ใหญ่โต ที่นี่ถูกเรียกขานว่าเป็นเมืองหลวงของนกนางแอ่นไปเสียแล้ว


ตึกใหญ่กลายเป็น คอนโดสำหรับนกนางแอ่น ไปหมดแล้ว ถ้าเดินไปแถวคอนโดเหล่านี้ จะได้ยินเสียงนกนางแอ่นร้องมากมาย ทั้งที่เจ้าของคอนโดเปิดล่อเจ้านก และเสียงร้องของนกจริงๆ คละเคล้ากันเต็มไปหมด ต่อไปถ้าหากใครเดินทางไปปากพนัง หรือที่ไหนก็ตาม ถ้าเห็นเป็นตึกสูงใหญ่ แล้วไม่มีหน้าต่างเลย ให้รู้ไว้เลยนะว่านี่คือ คอนโดของนกนางแอ่นเค้า


โฉมหน้ารังนกอันเลื่องชื่อ รังนกแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ของปากพนัง ถ้ามาซื้อที่นี่ของดี ของจริงแน่นอนจ้า รับรองไม่ผิดหวัง



ถึงแม้อำเภอปากพนัง จะเคยมีอดีตที่รุ่งเรือง แต่ก็มีอดีตที่ขมขื่นเช่นกัน ภาพนี้ ถูกแขวนไว้เตือนใจที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เป็นภาพที่พายุโซนร้อนพัดกระหน่ำที่ แหลมตะลุมพุก ส่วนหนึ่งของอำเภอปากพนัง คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย เมื่อปี พ.ศ.2505 และมีเพียงบ้านในรูปเพียงหลังเดียวเท่านั้น ที่ยังเหลืออยู่ ในความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดีให้ได้ชุ่มฉ่ำใจขึ้นมาได้บ้าง .... เก็บความทรงจำไว้เตือนใจ

จารุวรรณ นําตาล  – (2/3/61)  

น่าไปจังค่ะ อยากไปเที่ยวบ้าง น่าไปสุดๆ เลยค่ะ อยากมีโอกาสไปแบบนี้บ้างค่ะ reddragon88

แสดงความคิดเห็น

Related Posts with Thumbnails