แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังเวชนียสถาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังเวชนียสถาน แสดงบทความทั้งหมด

นมัสการชาตะสถานสวนลุมพินีวัน...ตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้า (6)



หลังจากที่เรา ได้ไปสักการะบูชา แดนปรินิพพาน..ในตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้า (5) ที่เมืองกุสินารามาแล้วนั้น ในวันนี้ เราเดินทางสู่ประเทศเนปาล เพื่อนมัสการชาตะสถาน สวนศักดิ์สิทธิ์ลุมพินีวัน อันเป็นสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า สถานที่ที่พระนางสิริมหามายา ได้ให้พระประสูติกาลอัครมหาบุรุษโลก เมื่อวันศุกร์เพ็ญ เดือน 6 ปีจอ ซึ่งสวนลุมพินีวัน ปัจจุบันได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม เมื่อปี 2540



ระยะทางจากเมืองกุสินารา - ลุมพินี ประเทศเนปาล ใช้ระยะทาง 170 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ตลอดเส้นทาง เราได้พบป่าสาละ เป็นผืนป่าใหญ่ นำเราไปสู่ประเทศเนปาล ป่าสาละแห่งนี้ เป็นป่าที่ปลูกโดยรัฐบาลอินเดีย เมื่อครั้งที่พุทธศาสนาเจริญมาครบรอบ 2500 ปี ณ ดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้




ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น อุณหภูมิเมื่อเข้าใกล้ประเทศเนปาล ก็ยิ่งลดต่ำลงเรื่อยๆ การเข้าห้องน้ำ ห้องท่า จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก สำหรับการเดินทางครั้งนี้ โชคดีที่คณะพุทธบริษัทมากมาย ได้ร่วมกันสร้างศาลาพักระหว่างทางของผู้แสวงบุญ ณ พุทธวิหาร สาลวโนทยาน 960 (แดนสุขาวดี) หรือที่ วัดไทยนวราชรัตนาราม 960 ที่นี่ เราได้ใช้ห้องน้ำที่สวยที่สุด สะอาดที่สุด เท่าที่เคยได้ใช้มา ตั้งแต่มาเยือนประเทศนี้



ที่แห่งนี้ มีน้ำชา กาแฟ ของว่างแบบอินเดีย นั่นก็คือ โรตี แสนอร่อย ที่ถูกเตรียมไว้ สำหรับผู้เดินทางอย่างเรา



โรตีทอดร้อนๆ แบบอินตะระเดีย กินกับนมสด ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาก...



ภาชนะใส่โรตี เป็นของใช้แบบพื้นเมืองท้องถิ่น ของชาวอินเดีย คือการนำใบสาละ มาทำเป็นถ้วย น่ากินมาก



โรตีบนถ้วยใบสาละ เสริ์ฟกับชาร้อนๆ แบบอินเดีย ในถ้วยแก้วดินเผา เหมือนกิน อยู่อย่างคนอินเดียแถวนี้ ได้รสชาด และอารมณ์ อย่างที่สุด



ที่นี่มีรูปปั้นของเทพเจ้า ที่ชาวอินเดีย ให้ความเคารพนับถือ พร้อมประวัติ ให้นักเดินทางอย่างพวกเรา เก็บเกี่ยวเป็นความรู้ และร่วมนมัสการ



ต้องขอขอบคุณ ศูนย์ดูแลผู้แสวงบุญแห่งนี้เป็นที่สุด การได้เข้าห้องน้ำดีๆ ก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ แดนสุขาวดี นั่นเอง พวกเราร่วมบริจาคให้กับศูนย์แห่งนี้ ด้วยความเต็มใจ



การเดินทางก็ยังมีต่อไป ได้พบเห็นแหล่งชุมชน ในสไตล์ชนบทอินเดีย อีกครั้ง



เมื่อเข้าสู่ช่วงย่านการค้า สภาพก็เป็นอย่างที่เห็น วุ่นวายและจอแจ ตามสไตล์อินเดียเค้าล่ะ



การเดินทางโดยรถไฟ เป็นการเดินทางที่ยอดฮิต ติดอันดับต้นๆ ของประเทศนี้ ทุกขบวนเต็มตลอดกาล...อมตะ



และแล้วเราก็มาถึงชายแดนประเทศเนปาล ซึ่งเห็นเป็นแนวรั้วกั้นยาวเหยียด ณ ตรงนี้ มีการประทับตราหนังสือเดินทาง เพื่อออกจากประเทศอินเดีย



ตลาดชายแดน อินเดีย- เนปาล คึกคัก เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย การที่ชาวพุทธอย่างพวกเราเดินทางไปนมัสการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สวนลุมพินีวันนั้น สร้างรายได้ให้กับประเทศเนปาลอย่างมหาศาล ค่าใช้จ่ายผ่านแดนมีมูลค่าสูงมาก



ระหว่างทาง ผ่านบ้านเมืองประเทศเนปาล ดูแล้วน่าอยู่ มีสไตล์มากกว่าทางฝั่งอินเดียมาก เราพักที่โรงแรมแห่งนี้ ประเทศเนปาลใช้เงินสกุลดอลล่าห์ และสกุลรูปี แบบเดียวกับอินเดีย มาฝั่งนี้จึงไม่ต้องแลกเงิน




ตรงข้ามกับโรงแรม เป็นสวนลุมพินีวัน ตั้งอยู่ในตำบล ลุมมินเด ความจริงก่อนนั้น ที่แห่งนี้เป็นของประเทศอินเดีย ต่อมาเมื่อมีการแบ่งปันเขตแตน หลังสงคราม ลุมพินีวันก็ตกอยู่ในเขตของประเทศเนปาล




การจะไปยังสถานที่ประสูติ ระทางเกือบๆกิโลเมตร ก็เลยต้องใช้บริการสามล้อสีส้ม ที่จอดเรียงรายอยู่เต็มสองข้างทาง ตอนนี้คงเป็นเวลาพักของพวกเค้า ไม่ให้คนขับเลยสักคน



คณะของพวกเรา ได้ใช้บริการสามล้อ เข้าไปภายในสวนลุมพินีวัน สนุกมาก คนขับพลังเยอะ รีบปั่นเพื่อมารับคนต่อไป



ถังขยะเป็นเอกลักษณ์เนปาลจ๊ะ มีถังขยะแบบ ใส่ขยะ ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ด้วย




ชาวพุทธเนปาล มีให้เห็นทุกสังเวชนียสถาน อัธยาศัยน่ารักด้วย



และแล้วพวกเราก็มาถึง สถานที่ประสูติ สิ่งที่พวกเราเห็นเป็นที่สะดุดตาเป็นสิ่งแรกคือ มายาเทวีวิหาร เป็นอาคารยกระดับ ภายในมีรูปพระนางสิริมหามายาเทวี แกะสลักด้วยหิน ภายในวิหารนี้สามารถเข้าชมได้ แต่ห้ามถ่ายรูป



พระอาจารย์ประพาส พระธรรมะวิทยากร ก็ได้บรรยายธรรม พร้อมภาพประกอบให้พวกเราได้เข้าใจ มากยิ่งขึ้น



นี่คือรูปภาพแกะสลักด้วยหิน ที่อยู่ภายในมายาเทวีวิหาร เป็นภาพแกะสลักพระพุทธมารดา ยืนประทับเหนี่ยวกิ่งสาละ อยู่พร้อมกับพระสนม และข้างหน้าเป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะพระกุมาร กำลังก้าวพระบาทไปบนดอกบัว รูปปั้นแกะสลักนี้ ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก ของชาวฮินดู และ ชาวเนปาล ในแต่ละวัน จะมีผู้มาชมและสักการะมากมาย

ตอนเราเข้าไปชมในมายาเทวีวิหาร ยังมีการขุดค้นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ เป็นแผ่นศิลาซึ่งนักสำรวจเชื่อว่า เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันได้ว่า พระกุมารเสด็จพระราชดำเนินได้ 7 ก้าว นั่นเอง




เสาศิลาจารึก ที่พระเจ้าอโศกมหาราช ปักไว้ตรงที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถราชกุมาร เป็นอนุสาวรีย์ที่ถือว่ามีค่ามากที่สุด ในทางพระพุทธประวัติ พระเจ้าอโศกทรงบัญชาให้ตั้งขึ่น เมื่อครั้งเสด็จมาที่สวนลุมพินี



สกุลเงินบ่งบอก ถึงผู้คนหลากหลาย เชื้อชาติ ที่หลั่งไหลเข้ามาบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้



พวกเราร่วมสักการะบูชาชาตะสถาน ณ จุดที่ตั้งเสาหินอโศก พวกเราบูชาสถานที่ สวดมนต์ทำสมาธิ สวนลุมพินีวันแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่พระนางสิริมหามายา ได้ให้พระประสูติกาลอัครมหาบุรุษโลก เมื่อวันศุกร์เพ็ญ เดือน 6 ปีจอ

จุดที่ตั้งเสาหินอโศก มีนัยว่าเป็นเขตแดน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ กับกรุงเทวทหะ ซึ่งปัจจุบันทั้งสองเมือง เหลือเพียงซากที่ปรักหักพังเท่านั้น



พวกเราร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ที่นี่เป็นสังเวชนียสถานแห่งสุดท้าย ซึ่งเท่ากับว่าพวกเราสำเร็จสมปรารถนา ได้สักการะบูชาสังเวชนียสถาน ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน

พระท่านว่า หากใครได้มาสักการะสวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ จักได้ชีวิตดี มีหลักประกัน ได้ความเป็นเลิศ ประเสริฐสุด ได้ความก้าวหน้า ยอดเจริญ 979 ....สาธุ

และตามพระพุทธวจนะที่ตรัสว่า.. ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยังสังเวชนียสถาน 4 ตำบลเหล่านั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส ชนเหล่านั้น เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์... สาธุ



ค่ำคืนนั้นพวกเราร่วมทอดผ้าป่าที่วัดไทยลุมพินี อิ่มบุญกุศล กันถ้วนหน้า




พระพุทธรูป ที่เป็นสัญญลักษณ์ ของสถานที่ประสูติ ก็คือ พระพุทธปฎิมาปางประสูติ หรือที่ต่างชาติเรียกว่า พระเบบี้บุดด้า ( Baby Buddha ) หรือ พระพุทธเจ้าน้อย นั่นเอง พระท่านว่า ถ้าได้ไปบูชาที่บ้าน ลูกหลานจะฉลาดหลักแหลม ถ้าเป็น พ่อค้า แม่ค้า ก็จะทำมาค้าขายดี...

ตอนหน้าเราจะตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้าเป็นที่สุดท้าย คือการเข้าสู่อาณาจักรโกศล ไปเมืองสาวัตถี ไปนมัสการวัดเชตวันมหาวิหาร พระอารามที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับนานที่สุด และที่วัดแห่งนี้เป็นต้นกำเนิด ของ มงคลสูตร อันเป็นอุดมมงคลอันสูงสุด 38 ประการ อย่าลืมติดตามตามนะจ๊ะ...

Read more...

ท่องเมืองพาราณสี ...ตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้า (4)



จากรัฐพิหาร ที่ซึ่งเราได้ไปน้อมสักการะบูชา สังเวชนียสถานที่พุทธยา ตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้า (3) มาแล้วนั้น ในวันนี้ เราออกเดินทางสู่เมืองพาราณสี สู่รัฐอุตรประเทศ รัฐที่มีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ เราได้พบกับวิถีชีวิตของชาวอินเดีย และบรรยากาศชนบทตามสองข้างทาง และที่สำคัญที่สุด เราจะได้ไปสักการะบูชาพระพุทธเจ้า ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สังเวชนียสถานที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ นั่นเอง...



เราใช้เวลาเดินทางจากรัฐพิหาร เข้าสู่เมืองพาราณสี รัฐอุตรประเทศ ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ด้วยระยะทาง 250 กิโลเมตร แม้การเดินทางจะใช้เวลานาน แต่บรรยากาศสองข้างทาง ทำให้การเดินทางครั้งนี้ผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว ประเทศอินเดียเป็นประเทศเกษตรกรรม ดังนั้นเมื่อเราเดินทางมาแถวชนบท ก็จะได้พบกับการทำเรือกสวนไร่นา คล้ายๆ อย่างบ้านเรา ให้เห็นตลอดเส้นทาง



หากไม่ใช่ทุ่งนา ก็เป็นทุ่งหัวไชเท้า สลับกันไป นอกจากนี้ เกษตรกรที่นี่ ยังนิยมปลูกต้นตาลไว้ที่คันนา เหมือนบ้านเมืองเราเช่นกัน ต้นตาลในอินเดียปลูกกันมานมนาน สมัยก่อน พระภิกษุสงฆ์ นำใบตาลมาใช้ประกอบการสวดมนต์ จึงเป็นที่มาของ คำว่า ตาลปัตร นั่นเอง



เรามาเยือนอินเดีย ในช่วงฤดูหนาว เป็นช่วงที่ดอกมัสตาร์ด บานเหลืองอร่าม ไปทั่วท้องทุ่ง เกษตรกรชาวอินเดีย นิยมปลูกต้นมัสตาร์ดมาก เข้าใจว่า มากพอๆกับ ปลูกข้าวกันเลยทีเดียว เมล็ดดอกมัสตาร์ด จะถูกนำมาสกัด เป็นน้ำมัน เป็นเครื่องเทศ เป็นเครื่องปรุง สำหรับอาหารชาวอินเดีย และยังเป็นที่ชื่นชอบของฝรังตาน้ำข้าวอีกด้วย



จากรูปบน ที่มองเห็นเป็นแผ่นกลมๆเรียงซ้อนกันอย่างสวยงาม นั่นคือ "ขี้วัว" ที่ชาวอินเดียทุกที่ ทุกเมือง มองเห็นเป็นสิ่งมีค่า มีประโยชน์มากมายสำหรับพวกเค้า แทบทุกบ้าน จะนำขี้วัวมาปั้น เป็นแผ่นๆ วางตากแดด ไว้ทั่วทุกที่ ไม่ว่าจะในเรือกสวนไร่นา หรือ หน้าบ้านก็ตามที บ้านเราอาจจะมองเห็นประโยชน์แค่การเป็นปุ๋ยคอก แต่คนอินเดีย มองเห็นมากกว่านั้น เพราะขี้วัว สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง , เป็นกาวปิดรอยรั่วตามผนังบ้าน ฯลฯ จึงไม่แปลก ที่สองข้างทางเรามักจะมองเห็น การนั่งปั้นขี้วัว ที่กลายเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน ก็ว่าได้



เมื่อรถเริ่มเข้าสู่ตัวเมือง บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป



ความวุ่นวายจอแจ แบบท้องตลาดทั่วไป ในสไตล์อินเดีย มีมาให้เห็นอีกครั้ง



ตาชั่งสไตล์คนอินเดีย หมดสิทธิ์โกงตาชั่งแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์



ผลิตผลจากมะพร้าว เข้าใจว่าน่าจะขายเป็นของกินเล่น...ยามบ่าย...555




ผลไม้สดๆ น่ากิน ทับทิมอินเดีย แดงดีสีไม่ตกจ้า...



พาหนะยอดนิยม ทุกบ้านต้องมีใช้...


เท่ห์ได้ ทุกที่ ทุกเวลา



ระหว่างทาง ที่เรารอคนมารับไปล่องเรือชมแม่น้ำคงคา พบแต่พาหนะคู่ใจ จักรยานคนจน...



เมื่อเรามาถึงเมืองพาราณสี เป็นเวลาใกล้จะ 6 โมงเย็นแล้ว จุดมุ่งหมายแรกของการมาเยือนเมืองนี้ ก็คือการมาล่องเรือชมแม่น้ำคงคา สายธารอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู พวกเราเดินลัดเลาะไปตามเส้นทาง ใต้สะพาน เพื่อไปลงเรือ



พวกเรานั่งเรือล่องชมแม่น้ำคงคา ในยามค่ำคืน เพื่อมาชมพิธีบูชา คงคาอารตี ที่ท่าน้ำตัสวเมศ ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ความสำคัญมากของแม่น้ำคงคาจุดหนึ่ง ในเวลาพลบค่ำจะมีพิธีการบูชาพระแม่คงคา ด้วยการจุดประทีปลอยกระทงดอกไม้สด ลงสู่..แม่น้ำคงคา ตามคติของพราหมณ์ ที่ถือว่าน้ำมีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ มีคุณต่อโลกมหาศาลควรค่าแก่การบูชา จึงยกให้แม่น้ำคงคาเป็นเทพเจ้าแห่งสายน้ำ

ท่าน้ำคงคาเมืองพาราณสี มีทั้งปราสาท ราชวังมหาราชา มีท่าน้ำ 84 ท่า มีการใช้น้ำเพื่อการล้างบาป ดื่มกิน พร้อมเผาศพอยู่ใกล้เคียงกันริมฝั่งคงคา ในวันที่เราไปมีการเผาศพราว 10 กว่าศพ กลิ่นไหม้คลุ้งกระจาย ชวนให้ขนหัวลุก อย่างบอกไม่ถูก ในปัจจุบันรัฐบาลอินเดีย มีการขอร้องไม่ให้ถ่ายรูปพิธีกรรมดังกล่าว เพื่อภาพพจน์ที่ดีของชาวอินเดีย

ที่ท่าน้ำริมฝั่งคงคา จะมีโรงแรมมากมาย แต่เป็นโรงแรมสำหรับผู้คนที่เตรียมตัวจะตาย ที่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ โรงแรมเหล่านี้ มักจะถูกจองจนเต็ม ด้วยความเชื่อที่ว่า หากได้มาตายที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาแห่งนี้ จะได้ขึ้นสวรรค์ทันที... เวลามองไปที่โรงแรมเหล่านั้นเห็นไฟสลัวๆ ในแต่ละห้อง ในยามค่ำคืนนี้ ทำให้บรรยากาศบนเรือเงียบสงัด แทบจะได้ยินเสียงหายใจกันเลยทีเดียว....




พวกเราพักค้างคืน ที่วัดไทยสารนาถ ด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อมาทอดผ้าป่าที่วัดไทยในอินเดีย และเนื่องจากวัดไทยแห่งนี้ อยู่ใกล้กับป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สามารถเดินไปได้อย่างสบายๆ นั่นเอง



เช้านี้ อากาศยังค่อนข้างหนาว พวกเรานัดหมายพร้อมกันแต่เช้า เพื่อทำการทอดผ้าป่า



พวกเราเข้านมัสการองค์พระพุทธรูป และทำพิธีทอดผ้าป่า อิ่มบุญกุศล กันถ้วนหน้า



จากนั้นพวกเราก็เดินเท้า ไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สังเวชนียสถานที่พระพุทธองค์ ทรงแสดงปฐมเทศนา โปรดปัญจวัคคีย์ เมื่อวันเพ็ญอาสาฬหมาส




ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ปัจจุบันเรียกว่า สารนาถ เหตุที่เรียกว่า สารนาถ อันเนื่องมาจาก คำว่า สารนาถ มาจาก "สารังคนาถ" ที่แปลว่า พื้นดินเป็นที่พึ่งของสัตว์ คือ กวาง ในยุคนั้น สำหรับยุคนี้ก็หมายถึง ที่พึ่งอันประเสริฐของมวลมนุษย์ จากการที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา เริ่มต้นประกาศพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่พึ่งแก่มหาชนทั้งหลาย นั่นเอง



สารนาถในสมัยพุทธกาล หรือที่เรียกกันว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งแปลว่า ป่ากวาง หรือ ป่าอันยกให้กับหมู่กวาง สถานที่แห่งนี้เป็นที่สงบ เป็นแหล่งชุมนุมของบรรดาฤาษี และนักพรตต่างๆ เพื่อบำเพ็ญตบะ รวมถึงเหล่าปัญจวัคคีย์ ที่ปลีกตัวหนีมาจากเจ้าชายสิทธัทถะ ที่ในตอนนั้นปัญจวัคคีย์เชื่อว่า ไม่มีทางตรัสรู้ได้...



ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน อันร่มรื่น พระพุทธเจ้าเดินทางมาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแห่งนี้ เพื่อทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์



พระอาจารย์ประพาส ฯ ได้บรรยายไว้ว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นบุญสถานของผู้แสวงบุญที่มาจาริกไหว้พระ สวดมนต์ ด้วยสำคัญว่าเป็นที่ กำเนิดสังฆรัตนะ อันเนื่องมาจาก พระอัญญาโกณทัญญะ แห่งปัญจวัคคีย์ ได้ดวงตาเห็นธรรม หลังจากสดับพระธรรมเทศนากัณฑ์แรก "ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" เมื่อวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ท่านโกณทัญญะ ได้กราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท ต่อพระบรมศาสดา เป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา เกิดเป็นพระรัตนตรัยขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก นั่นเอง



ที่สารนาถ มีกุฎิอยู่มากมาย โดยเฉพาะ หมู่คันธกุฎิของพระพุทธเจ้า คำว่า คันธกุฎิ แปลว่า กุฎิที่มีกลิ่นหอม เป็นชื่อเรียก สถานที่ประทับของพระพุทธเจ้า เรียกเต็มว่า พระคันธกุฏิ ในพุทธประวัติเล่าว่า สถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าทุกแห่ง จะมีผู้นำของหอม มาถวาย เช่น ไม้หอม , ดอกไม้หอม ฯลฯ มิได้ขาด นั่นเอง



มูลคันธกุฎิ กุฎิหลังแรก ที่พระพุทธองค์จำพรรษา เป็นพรรษาแรก หลังจากตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ลักษณะเป็นอาคารปลูกสร้างแบบอินเดียโบราณ มีรูปร่างทางสถาปัตยกรรมให้เห็นเป็นที่สะดุดตา ตามลักษณะเป็นศิลาทรายสลับด้วยอิฐก่อปูน



และในที่ใกล้ๆ กัน พบเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช สูง 50 ฟุต ที่ถูกทุบทำลายหักออกเป็น 4 ท่อน ถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี บนเสาหินนี้มีสิงห์อโศก ที่แผ่สีหนาทไปทั่ว 4 ทิศ เป็นโบราณวัตถุที่สำคัญ ขณะนี้ถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ ซึ่งหัวสิงห์นี้ ประเทศอินเดียใช้เป็นตราประจำชาติ ในปัจจุบัน



ภายในบริเวณสารนาถแห่งนี้ มีธัมเมกขะสถูป เป็นพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุด และ สำคัญที่สุด เป็นสถานที่ทรงแสดงธรรมจักรกัปวัตนสูตร ประกาศพระสัจธรรมครั้งแรกที่นี่ ถือเป็นสังเวชนียสถาน 1 ใน 4 แห่งของชาวพุทธ ลักษณะเป็นสถูปโบราณทรงคว่ำก่อด้วยหินทราย มียอดกรวยสูงประมาณ 80 ฟุต วัดโดยรอบประมาณ 120 ฟุต สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช



สถูปแห่งนี้งดงาม ด้วยศิลปกรรม แนวพุทธศิลป์




รอบสถูปทั้ง 8 ช่อง อดีตเคยมี พระพุทธรูปทองคำประดิษฐานอยู่ครบ




พุทธสถานแห่งนี้ เป็นหนึ่งในสี่ของสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ที่พระพุทธองค์ตรัสเชิญชวนให้ พุทธบริษัทได้เข้าใกล้ทั้งกายและใจ เพื่อให้เกิดความสังเวช อันเป็นเครื่องนำพาไปสู่ความเจริญ



พวกเรา และนักแสวงบุญ มาเวียนเทียนประทักษิณ สวดมนต์ไหว้พระกันที่นี่ เพราะว่า ที่แห่งนี้ เป็นบริเวณที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ได้มาไหว้พระสวดมนต์ สักการะบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ พระท่านว่า เราจักได้ บริวาร เป็นมิตร ปิดศัตรู , ได้ความไม่วุ่นวาย ไม่ขัดข้อง และได้ดวงตาเห็นธรรมอันล้ำเลิศ...สาธุ

ในวันพรุ่งนี้ เราจะเดินทางไปกุสินารา เพื่อเข้าสู่สาลวโนทยาน ดินแดนแห่งการอาลัย....อย่าลืมติดตามนะจ๊ะ

Read more...
Related Posts with Thumbnails